|
ตำแหน่งโฆษณา
|
|
|
 |
|
|
หมวด »
ธุรกิจน่าสนใจ »
ธุรกิจน่าสนใจ
|
ความรู้เรื่องผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่ |
ไม้ไผ่สามารถนำไปผลิตเป็น
ผลิตภัณฑ์ต่างๆ
ได้หลายชนิดแต่ผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่ที่จะกล่าวถึงนี้
จะกล่าวถึงเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีลู่ทางสามารถขยายตลาดได้มากทั้งตลาดในประเทศ
และตลาดต่างประเทศ
ซึ่งได้แก่หน่อไม้อัดปีบ เครื่องเรือนจากไม้ไผ่ไร่ ไม้ไผ่รวกเพื่อการส่งออก และไม้ไผ่อัด ในปัจจุบัน
การปลูกไผ่เพื่อการค้ายังมีอยู่เพียงเล็กน้อยและจำกัดอยู่เพียง 2
ชนิด คือไผ่ตง และไผ่สีสุก
การปลูกไผ่ตงส่วนใหญ่มุ่งผลิตหน่อ
เนื่องจากหน่อมีรสชาติดีเป็นที่นิยมของประชาชนโดยทั่วไป
อีกทั้งสามารถแปรรูปเป็นหน่อไม้อัดปีบ หน่อไม้ดองและหน่อไม้แห้งอีกด้วย
ส่วนไผ่สีสุกนั้นส่วนใหญ่เป็นการ
ใช้ประโยชน์จากลำต้น
เนื่องจากเนื้อไม้มีคุณภาพดี สามารถผลิตผลิตภัณฑ์
ต่างๆ
ได้มากมายหลายชนิดที่มีคุณภาพดี
โดยเฉพาะเครื่องจักสานที่ผลิตจากไผ่สีสุกจะมีคุณภาพดีกว่าผลิตจากไผ่ชนิด
อื่น
การปลูกไผ่เพื่อ
การค้านั้นไผ่ตงมีการปลูกมากที่สุดโดยปลูกกันในจังหวัดปราจีนบุรี รองลงมาคือ ไผ่สีสุก
มีการปลูกมากที่จังหวัดอุทัยธานีไผ่ทั้งสองชนิดมีลักษณะการใช้ประโยชน์ที่แตกต่างกัน
จึงทำให้ค่าใช้จ่ายและผลตอบแทนแตกต่างกันไป
แต่ก็สามารถใช้เป็นแนวทางในการพิจารณา ค่าใช้จ่ายของการปลูกไผ่ชนิดอื่นได้ค่าใช้จ่ายที่
แตกต่างที่สำคัญก็คือ ค่ากิ่งพันธุ์
ส่วนลักษณะและความอุดมสมบูรณ์
ของที่ดินก็เป็นปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้ค่าใช้จ่ายในการปลูกไผ่ตงแตกต่างกันไปด้วย
คือถ้าพื้นที่ใดเป็นที่ที่มีความสมบูรณ์ต่ำและรกมาก
ย่อมทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการไถพรวนและค่าปุ๋ยสูงในขณะเดียวกันระยะเวลาการเก็บเกี่ยวก็ย่อมยาวนานออกไปด้วยเช่นกัน
แนวทางแก้ปัญหาธุรกิจเกี่ยวกับการเพาะปลูกไผ่ใน
ประเทศไทย ปัญหา
การขาดแคลนหน่อไม้สด
เพื่อเป็นวัตถุดิบป้อนให้กับโรงงานผลิตภัณฑ์หน่อไม้ไผ่ตงในปัจจุบันนี้
เป็นผลมาจากการส่งออกหน่อไม้ไผ่ตงและผลิตภัณฑ์ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
จนไม่สามารถขยายพื้นที่เพาะปลูกเพื่อเพิ่มผลผลิตให้เพียงพอกับความต้องการ
ได้ทัน
ซึ่งปัญหาดังกล่าวนี้จะคลี่คลายลงเมื่อพื้นที่ที่เกษตรกรทำการเพาะปลูกไว้
เมื่อ 3-4
ปีที่แล้วเริ่มให้ผลผลิตและสามารถตัดหน่อจำหน่ายได้แต่
ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตกลับเป็นปัญหาที่เกิดขึ้น
ในภาคการผลิตโดยตรง
นั่นคือการที่ต้นไผ่ออกดอกและหยุดให้หน่อ
ปัญหาดังกล่าวจะสร้างความเดือนร้อนให้กับเกษตรกรผู้ลงทุนเพาะปลูก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เพิ่งเริ่มเข้ามาลงทุนซึ่งแหล่งที่เห็นชัดเจนคือ
การปลูกไผ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
และจะส่งผลต่อเนื่องไปยังบรรดาโรงงานแปรรูปต่าง
ๆ ที่จะต้องเผชิญปัญหาวัตถุดิบขาดแคลนรุนแรงขึ้น
คาดว่าปัญหานี้จะยังคงยืดเยื้อต่อไป
ตราบใดที่เกษตรกรยังคงขยายการเพาะปลูกด้วยวิธีการปักชำโดยใช้กิ่งพันธุ์ที่
นำมาจากต้นพันธุ์รุ่นก่อน
ๆ ซึ่งเป็นต้นพันธุ์ที่เริ่มออกดอกบ้างแล้ว
ดังนั้นต้นไผ่รุ่นใหม่ที่ได้นี้จะเจริญเติบโตทางลำต้นและหน่อเพียงไม่กี่ปี
ก็จะออกดอกและจะตายในที่สุดเช่นกัน นับได้ว่าได้ผลไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
หนทางหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนหน่อไม้สดที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก็คือ
การหันมาเร่งขยายการเพาะปลูกไผ่ตงรุ่นใหม่ด้วยการใช้เมล็ดพันธุ์จากดอกไผ่
โดยในช่วงแรกนี้ควรจะเร่งการเก็บเมล็ดพันธุ์จากดอกไผ่ที่กำลังออกดอก
แม้ว่าโอกาสที่จะได้เมล็ดพันธุ์ที่ดีและสมบูรณ์จะมีน้อยก็ตาม
แต่โอกาสที่จะได้ต้นไผ่รุ่นใหม่ที่จะเริ่มให้ดอกในอีก 30-40 ปี หรือ 80-90
ปี
ข้างหน้ายังมีความไปได้สูง
ทั้งนี้อาจจะต้องเริ่มต้นที่ธุรกิจผลิตกิ่งพันธุ์ไผ่ตงเพื่อการค้าก่อนโดย
การกระตุ้นให้ธุรกิจเหล่านี้หันมาเริ่มเพาะชำต้นพันธุ์ที่ได้จากการเพาะ
เมล็ดซึ่งในช่วงแรก
ๆ
อาจต้องใช้เวลานานและกิ่งพันธุ์ที่ได้อาจจะมีปริมาณไม่เพียงพอกับความ
ต้องการใช้
กรณีนี้อาจแก้ปัญหาได้โดยการใช้กิ่งพันธุ์ที่มีอยู่เดิมไปก่อน
ขณะเดียวกันก็เริ่มขยายพันธุ์จากต้นพันธุ์ที่ได้จากการเพาะเมล็ดควบคู่ไป
ด้วย
รวมทั้งอาจะต้องนำเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue Culture)
มาช่วยในการแพร่ขยายพันธุ์ให้ได้จำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม
การกระตุ้นให้เกษตรกรหันมาใช้กิ่งชำที่ได้จากต้นพันธุ์ที่มาจากการเพาะเมล็ด
เช่นนี้
ย่อมสร้างความเดือดร้อนให้กับธุรกิจเพาะชำกิ่งพันธุ์เพื่อการค้าอย่างมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจที่มีการเพาะชำกิ่งพันธุ์อยู่เป็นจำนวนมาก
ทางออกที่ดีสำหรับธุรกิจนี้ ก็คือ
การเปลี่ยนตลาดจำหน่ายกิ่งพันธุ์ที่เพาะชำจากต้นไผ่รุ่นเก่าซึ่งมีเหลืออยู่
ในสต็อกมาจำหน่ายให้กับอุตสาหกรรมที่ใช้ไม้ไผ่เป็นวัตถุดิบ
ดังต่อไปนี้
1. อุตสาหกรรม
เยื่อและกระดาษปัจจุบันมีโรงงานที่จะรองรับวัตถุดิบจากไม้ไผ่และไม้ชนิดอื่น
ถึง
37 โรงงาน กำลังการผลิตรวมถึงปีละ 300,000-500,000 ตัน
คาดว่าอุตสาหกรรมนี้จะเป็นแหล่งรองรับกิ่งพันธุ์ดังกล่าวได้เป็นจำนวนมากที่เดียว
เนื่องจากในปัจจุบันอุตสาหกรรมนี้ประสบกับปัญหาการขาดแคลนไม้ไผ่อย่างหนัก
ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเร่งขยายการเพาะปลูกต้นไผ่อย่างรีบด่วน
ซึ่งในการนี้จะต้องอาศัยกิ่งพันธุ์จากธุรกิจเพาะชำจำนวนมาก
2.
โรงงานผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่ อาทิ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องจักสาน
ตะเกียบ
ไม้จิ้มฟัน เป็นต้น ซึ่งเพียงแค่เฉพาะจำนวนโรงงาน
ผลิตไม้จิ้มฟัน
ซึ่งใช้วัตถุดิบจากไม้ไผ่เป็นหลักมีอยู่ไม่ต่ำกว่า 20 ราย
3.
โครงการปลูกสวนป่าไม้โตเร็วเชิงพาณิชย์และโครงการอีสานเขียว แหล่งรองรับกิ่งพันธุ์ต้นไผ่เหล่านี้มีอัตราการขยายตัวของธุรกิจ
ในเกณฑ์สูง
ดังนั้นแนวโน้มความต้องการใช้วัตถุดิบไม้ไผ่จึงอยู่ในระดับสูงด้วย
นับเป็นโอกาสอันดียิ่งสำหรับธุรกิจเพาะชำกิ่งพันธุ์ที่จะเร่งขยายพันธุ์โดย
ใช้กิ่งชำจากต้นไผ่รุ่นเก่าเพื่อจำหน่ายให้กับธุรกิจผลิตต้นไผ่ป้อน
อุตสาหกรรมที่ใช้ไม้ไผ่ควบคู่ไปกับการขยายพันธุ์โดยใช้กิ่งชำจากต้นพันธุ์
ที่เพาะจากเมล็ดเพื่อจำหน่ายให้กับเกษตรกรที่เก็บหน่อยขายแนวทางนี้ไม่เพียง
แต่จะช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนหน่อไม้สดให้กับโรงงานผลิตหน่อไม้ไผ่ตงอัด
ปี๊บและบรรจุกระป๋องได้เท่านั้นยังช่วยลดปัญหาการขาดแคลนและลดการนำเข้า
วัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้ไม้ไม่ในการผลิตด้วย
อีกทั้งยังเป็นลู่ทางธุรกิจที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจเพาะชำกิ่งพันธุ์หาก
ธุรกิจนั้น ๆ
หันมาเร่งผลิตในแนวทางที่ถูกต้องและป้อนวัตถุดิบได้เพียงพอแก่ธุรกิจปลายทาง
ที่เกี่ยวข้องทั้ง 2 สายการผลิต
แนวคิดการส่ง
เสริมการปลูกไผ่ คือเมื่อไม่นานมานี้เอง
ทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
หรือที่เรียกย่อ ๆ ว่า บีโอไอ ได้สนับสนุนให้มีการประชุมนานาชาติ
ซึ่งสนใจการลงทุนทางด้านอุตสาหกรรมผลิตเยื่อกระดาษ
มีความเห็นเน้นในประการสำคัญอย่างหนึ่งว่าในเมืองไทยเราควรมีการลงทุนตั้ง
โรงงานอุตสาหกรรมผลิตเยื่อกระดาษขึ้นอีกแน่ๆ
ด้วยปัจจุบันนี้เมืองไทยเราต้องนำสินค้าเยื่อกระดาษนี้จากต่างประเทศเข้ามา
ใช้ถึงปีละหลายพันล้านบาท
จึงจำเป็นต้องเร่งแก้ไขโดยด่วน
และในบรรดาไม้โตเร็วที่ได้รับความนิยมใช้เป็นวัตถุดิบในการ
ผลิตเยื่อกระดาษนี้
นอกจากพวกต้นยูคาลิปตัส กระถินยักษ์ กระถินเทพา กระถินณรงค์
และอะไรต่ออะไรแล้วก็ยังมีการกำหนดไว้ด้วยว่า ไม้ไผ่
ก็ควรใช้ในการผลิตเยื่อกระดาษด้วย
เดี๋ยวนี้แม้แต่โรงงานผลิต
เยื่อกระดาษจากไม้ไผ่ที่จังหวัดกาญจนบุรีก็ต้องปิด
เพราะเกิดความขาดแคลนไม้ไผ่รวก
หรือแม้แต่ข้าวหลามซึ่งต้องใช้ไม้ไผ่ก็ต้องหยุดทำ
หรือทำน้อยลง นี่ก็เพราะขาดแคลนไม้ไผ่นั่นเอง
รวมไปถึงเรื่องหัตถกรรมเครื่องจักรสาน
เมื่อขาดแคลนไม้ไผ่ลงอย่างนี้ก็พลอยกระทบกระเทือนกันทั่วไปหมด
ปัจจุบันนี้ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีโรงงานแปรรูปไม้ไผ่
ซึ่งต้องการใช้ไม้ไผ่เข้าป้อนโรงงานถึงวันละประมาณ 600 ตัน
ซึ่งต่อไปจะขยายปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นอีกมาก
ถ้าหากไม่รีบพิจารณาปลูกไม้ไผ่ขึ้นไว้ให้เพียงพอตั้งแต่บัดนี้
ก็เกรงว่าจะเกิดความขาดแคลนไม้ไผ่ขึ้นอีกได้
ยิ่งต่อไปจะมีการขยายโรงงานผลิตกระดาษเพิ่มขึ้นอีกด้วย
ก็จะยิ่งช่วยให้เกิดความขาดแคลนไม้ไผ่มากขึ้น .........
ที่มา : http://www.gis2me.com/tbc/
|
|
|
เขียนเมื่อ : 04 ส.ค. 2553,15:04
เข้าชม : 1863 ครัั้้ง
|
|
 |
ธุรกิจน่าสนใจ » ธุรกิจน่าสนใจอื่นๆที่น่าสนใจ |
 |
|
|
|
 |
|
 |
|
|